บทความจากนายบรรพต ติรัตนะ อดีตพนักงาน ฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค และ อ.ส.ค.
ผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของทุ่งหญ้ากว้างกลางฟาร์มโคนมไทย–เดนมาร์ค
รวมเรื่องราว – ตำนานและภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ยุคแรกของวงการโคนมไทยสู่การเป็น “นมแห่งชาติ – อาชีพพระราชทาน … สองแผ่นดิน…!
คาวบอย [ Cow boy ]

คำว่า “คาวบอย [ Cow boy ]” หรือโคบาล ในภาษาไทยหมายถึง .. คนเลี้ยงวัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว หมายถึง .. “คนขี่ม้าเลี้ยงวัว” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมรูปแบบหนึ่ง ของชาวอเมริกันพื้นเมืองยุคก่อน เมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ 16 .. ยุคสมัยนั้น นมและเนื้อ เป็นอาหารพื้นบ้านของคนอเมริกัน จึงมีการเลี้ยงวัวกันอยู่บ้างไม่มากนัก แต่ในเวลาต่อมาระหว่าง ปี ค.ศ. 1700 ถึง 1800 การเลี้ยงวัวเริ่มขยายตัวกว้างมากขึ้นจนกลายเป็นอาชีพ และมีการทำฟาร์ม ปศุสัตว์ อเมริกันชนบางคนซึ่งก็คือชาวสเปนที่เข้ามาบุกเบิกตั้งรกรากอยู่ในอเมริกายุคแรกๆ บางคน มีฐานะดี เป็นพ่อค้า เป็นเจ้าของคอกปศุสัตว์เลี้ยงวัวเลี้ยงม้า ฝูงเล็กหรือใหญ่อยู่ที่ฐานะของ แต่ละคน ถ้าเป็นฝูงขนาดใหญ่ก็นับร้อยนับพันตัวเลยทีเดียว ส่วนชาวอเมริกันพื้นเมือง ซึ่งแท้จริงคือชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ และชาวเม็กซิกันที่ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง และหนึ่งในอาชีพรับจ้างที่น่าสนใจในยุคนั้นคือการรับจ้างต้อนวัว เรียกกันว่า “นักต้อนวัว” [ Buckaroo : มาจากคำว่า Vaquero ในภาษาสเปน ]
การเป็นนักต้อนวัว ไม่ใช่เรื่องง่ายแม้จะมีรายได้ดีแต่มีความเสี่ยงสูง นักต้อนวัวที่มีฝีมือต้องแข็งแกร่ง ห้าวหาญ ซื่อสัตย์ อดทน มีความมุ่งมั่นและเต็มใจต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ยุติธรรม คุณสมบัติเหล่านี้เป็นบุคคลิกพื้นฐานของเหล่านักต้อนวัว ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ลูกผู้ชายควรจะเป็น และเป็นสิ่งที่บรรดา “นักต้อนวัว” ทั้งหลายยึดถือ เพราะมันเป็นวิถีชีวิตเพื่อชีวิต อย่างแท้จริง … “นักต้อนวัว” ต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้ ส่วนการเลี้ยงวัวในยุคนั้นเป็นการเลี้ยงแบบ .. เลี้ยงปล่อย .. ฝูงวัวจะและเล็มหากินเองในทุ่งจนกว่าหญ้าจะหมด จึงต้องมีการอพยพโยกย้ายฝูงวัวอยู่เสมอ เพื่อแสวงหาทุ่งหญ้า แหล่งน้ำ อาหาร และขายส่งไปในตัวพร้อมกัน
เทศกาลตำนานคาวบอยมวกเหล็ก [The Legends of Muak Lek Cowboy Festival] เกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และสืบทอดสิ่งดีๆ ที่น่าสนใจของแดนโคนมให้คงอยู่ต่อไป … นับจากการก่อตั้งฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค เมื่อต้นปี 2505 และ การก่อกำเนิด “คาวบอย” ยุคแรกของเมืองไทยเมื่อปี 2507 เป็นต้นมา จนถึง “งานโคนมแห่งชาติ” ปี 2528 กับการเปิดตำนาน “คาวบอย” ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในรอบ 20 ปีของวงการโคนมไทย … เมื่อทุกชีวิตที่มาร่วมงานต่างพร้อมใจกันแต่งชุดคาวบอย – คาวเกิร์ล กันทั้งงาน !
จากผืนป่า … มาเป็น ฟาร์มโคนมไทย – เดนมาร์ค
อดีต … คือรากเหง้าของปัจจุบัน และ เป็นรากฐานแห่งอนาคต ทุกผู้คน ทุกสถานที่ ล้วนมีอดีต .. แดนโคนม .. ก็เช่นเดียวกัน .. !
มวกเหล็ก … เป็นอำเภอชายแดนด้านตะวันออกของจังหวัดสระบุรี ดินแดนแถบนี้ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของ “ดงพญาไฟ” มาก่อน ป่าใหญ่โบราณดึกดำบรรพ์ที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์ ความดุร้าย และอันตรายรอบด้าน เมื่อผ่านกาลเวลามายาวนานหลายศตวรรษ .. ในที่สุด .. คุณสมบัติการเป็น ดงพญาไฟก็เสื่อมสลายไปแทบหมดสิ้น คล้ายเป็นเพียงเรื่องราวในดำนานสำหรับคนรุ่นหลังได้รับรู้ไว้ว่า ครั้งหนึ่ง … เมื่อครั้งที่มีการก่อสร้างทางรถไฟสายประวัติศาสตร์สายแรกของสยาม จากจังหวัดพระนคร ถึงนครราชสีมา โดยตัดผ่านดงพญาไฟในสมัยรัชกาลที่ 5 นั้น .. เต็มไปด้วยอันตรายและเหตุการณ์ที่น่าทึ่ง เช่น ตำนานผาเสด็จ ที่ตำบลทับกวาง และการวางรางรถไฟข้ามลำคลองมวกเหล็ก ที่ตัองตัดโค่น ต้นตะเคียนใหญ่ที่ไม่ธรรมดากับอาถรรพ์ของป่าดง จากนั้นดงพญาไฟก็ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “ดงพญาเย็น” จนกระทั่งกลายเป็นป่าสงวนแห่งชาติในเวลาต่อมา ป่าใหญ่ในอดีตจึงเหลือเพียงตำนานที่เล่าขานกันสืบต่อ .. แล้ววันหนึ่ง ป่าสงวนแห่งชาติ .. ดงพญาเย็น .. ก็เป็นเพียงพื้นที่ราชพัสดุในความดูแลของกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็แค่นั้น
พื้นที่ปัจจุบันของ อ.ส.ค. มวกเหล็ก มีประมาณ 3,100 ไร่
ตามรอย …เจ้าพ่อบุญลือ
เจ้าพ่อบุญลือ…เป็นเรื่องราวที่คนรุ่นก่อนได้ถ่ายทอดบอกเล่าสืบต่อกันมานาน นับศตวรรษ หลายชั่วอายุคน ถ้ามีใครบอกว่าไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน หรือไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด เพราะตามความเป็นจริงแล้วเรื่องราวหรือประวัติความป็นมาของ “เจ้าพ่อบุญลือ” เป็นตำนานท้องถิ่น ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ พงศาวดาร ในตำราหรือหนังสือเล่มใด เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ อีกร้อยพันหมื่นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เมื่อผ่านกาลเวลามานานวันก็จางหายหรือกลายเป็นตำนาน เป็นนิทานเรื่องหนึ่งไป
รวมเพลงชุด แดนโคนม อดีตคล้ายหมอกควัน ยิ่งนานวันยิ่งเจือจาง
จากวรรณกรรมยุคแรกของวงการโคนมไทย ในช่วงห้าทศวรรษ ย้อนอดีตแดนโคนม
ผู้ประพันธ์/ขับร้อง: บรรพต ติรัตนะ
1. มวกเหล็กแดนทอง (Muek Lek Daen Thong)
มวกเหล็ก แดนทอง เรืองรอง สวยงามหนักหนา แต่ดั้งเดิมมา เป็นป่าล้นแดน ดงใหญ่ กาลเวลา ได้กลืนป่า ดงพญาไฟ สับเปลี่ยนนามไป เป็นป่า ดงพญาเย็น ป่าใหญ่โบราณ นั้นมีตำนาน ซ่อนเร้น แต่กลับกลายเป็น ถิ่นทอง ผองไทย ชื่นชม น้ำตกงามตระการ ป่าดงดาน ทั้งแหล่งโคนม ทุกสิ่งน่าชม สมเป็นแดนทอง ของไทย มวกเหล็กแดนใจ งดงามวิไล รื่นรมย์ ทั่วถิ่นโคนม อุดมสมบูรณ์ เต็มที่ ขุนเขาเขียวคราม ทุ่งหญ้างาม ฝูงโคนมากมี ถิ่นแดนนี้ มีของดี ๆ มากมาย มวกเหล็ก เรืองรอง ยิ่งมองยิ่งงามสดใส ถิ่นที่ชาวไทย ใส่ใจ นิยมยกย่อง เชิญมาชม ถิ่นโคนม ให้สุขสมปอง มวกเหล็กแดนทอง ต้องตาต้องใจ ไม่ลืม
2. แดนโคนม (Daen Konom) – [HARD ROCK]
โน่น เขาสูง ท้องทุ่งกว้าง ไม่อ้างว้าง เหมือนที่ใด ทุ่งหญ้าเขียวขจี งามสดสีวิไล หมู่แมกไม้ใหญ่ แลไสว สุดตา…… นั่นธารน้ำ ไหลซ่านซ่า ล่องลงมา แสนไกล เสียงนกร้องเพลง กล่อมบรรเลงให้ สุขและซึ้งใจ ในแดนแห่งฝัน เห็นกลางทุ่ง โคฝูงพลุกพล่าน ดื่มเดินกัน ร้องประสาน ก้องไกล ที่แห่งนี้ เหมือนดังบ้าน สุขโศกศัลย์ ซึ่งในใจ ร่วมสุขทุกข์กัน สร้างความฝันให้ สมดังตั้งใจ ในแดนแสนงาม
3. คอมมานโดโคนม (Kommando Konom)
อดีตคล้ายหมอกควัน ยิ่งนานวันยิ่งเจือจาง ณ ดินแดนริมขอบของดงพญาเย็น อันเป็นถิ่นกำเนิด แดนโคนม สถานที่แห่งนี้ …คือแหล่งบ่มเพาะ หล่อหลอม นักเรียนฟาร์ม หรืออีกนัยหนึ่งคือ เหล่าคอมมานโดโคนม เมื่อครั้ง……อดีตกาล แดนดง พฤกษ์พง ไพรกว้าง ท่ามกลางขุนเขาโอบกาย ร่วมสุขทุกข์ บุกบัน มุ่งสร้างฝัน ยิ่งใหญ่ เพื่อจุดหมาย ทั่วไทยเลี้ยงโคนม ก้าวไป ด้วยใจ มุ่งมั่น ไม่หวาดหวั่น ฟ้าฝน แดดลม หนาวร้อน ทนลำเค็ญ ยากเข็ญ สะกดข่ม สร้างโคนม เข้าสู่สังคมไทย เส้นทางกว้างไกลเบื้องหน้า ใต้แผ่นฟ้า แสงทอง ส่องไทย ปลุกชีวิต ชาวโคนม เกิดขึ้นสมดังใจ จะเทิดไว้ให้ ยังยืนนาน ด้วยบารมีขององค์ทรงธรรมน์ พระราชทาน สรรสร้าง เกษตรไทย จดจารึก เป็นตำนาน ให้ลูกหลาน ปวงไทย สืบทอดไว้ คู่หล้า ฟ้าดิน
4. คาวบอยไทย (Cowboy Thai)
แผ่นดิน ถิ่นแดนนี้ เป็นถิ่นที่ พิงพักใจ จะมา จากแห่งไหน นั่น ไม่สำคัญ ต่างคน ต่างชีวิต ร้อยดวงจิต ความสัมพันธ์ เส้นทาง สู่ความฝัน นั้นยังแสนไกล ถิ่นเดียว เหนี่ยวใจไว้ หลอมรวมให้ เป็นพลัง ก้าวไป กับความหวัง ครั้งเป็น คาวบอย ตรากตรำ กรำแดดลมฝน สู้อดทน ดิ้นรนทุกอย่าง ไม่ท้อใจ บนเส้นทาง คาวบอยไทย อยู่.. ห่างไกลสังคม ในถิ่นของโคนม ถิ่นเดียว ที่เหมาะสม ให้โคนม ก้าวไกล แผ่นดิน ถิ่นแดนนี้ เป็นถิ่นที่ คาวบอยไทย ฝ่าฟัน สร้างสรรค์ไว้ ให้เป็นถิ่น แผ่นดินทอง โอบอุ้ม คุ้มครองไว้ ให้งามเด่น เป็นแดนใจ ปกป้อง ถิ่นทองไว้ ให้คงอยู่ เคียงคู่ไทย ปกป้อง ถิ่นทองไว้ ให้คงอยู่ เคียงคู่ไทย ปกป้อง ถิ่นทองไว้ ให้คงอยู่ เคียงคู่ไทย
5. อ.ส.ค. รำลึก (O.S.K. Raleuk)
จากป่า พงไพร ดุร้าย ลำเค็ญ เป็นป่า ดงเย็น ซ่อนเร้น ความหมาย ป่าใหญ่ อาถรรพ์ ที่ อันตราย ที่สุด จางหาย กลายเป็น ตำนาน เป็นถิ่น ดินแดน ที่แสน รื่นรมย์ เป็นถิ่น โคนม ที่ทรง สร้างสรรค์ เป็นถิ่น สดใส ที่ทรง ประทาน เป็นถิ่น สถาน จากพ่อหลวงไทย พระปณิธาน สะท้าน ทั่วไทย พระเกียรติเกริกไกร สะท้านธาตรี พระกรุณา เมตตา ปราณี พระบารมี ปกป้อง ผองไทย ชาว อ.ส.ค. ขอเทิด ทรงธรรมน์ น้อมอภิวันท์ มิ่งขวัญ ชาวไทย พระคุณที่ทรง ส่งเสริม มอบให้ ขอเทิด ทูนไท้ ตราบชั่วนิรันดร์
6. หนึ่งแผ่นดิน (Neung Phaen Din)
ณ แดนแคว้นถิ่น เป็นแผ่นดิน ที่กล่าวขาน ทั้งเป็นตำนาน สืบสาน เนิ่นนาน ตลอดมา ถึงการกำเนิด ของโคนม ที่สมเด็จพระมหาราชา พระราชทาน ให้มา ผ่านฟ้า สู่ข้าแผ่นดิน สมเป็นแคว้นถิ่น หนึ่งแผ่นดิน แห่งสยาม เขาสูง เขียวคราม ตระหง่านงำ ข้ามเนินไศล ธารใส ไหลเลาะ เรียบฝั่ง ท่ามกลางป่าเขา เนาไพร ฟ้ากว้าง สดใส ทั่วแดนใจ อ.ส.ค.เรืองรอง นับเป็น แคว้นถิ่น บนแผ่นดิน หนึ่ง ไม่มีสอง สวยงาม ยามมอง ชวนใฝ่ปอง ท่องชมถิ่นไพร งามทุกสถาน ดังว่า สุดที่จะหา แดนใด ล้ำค่า ความหมาย ทั่วไทย ที่เป็นหนึ่งเดียว
7. อ.ส.ค. ของเรา (O.S.K. Khong Rao)
อ.ส.ค. ของเรา คล้ายดังแดนทอง งามน่ามอง ร่มเย็น อยู่ทุกเข้าค่า มีเขาสูง โอบเอน เยือกเย็น เห็นเป็นสีคราม ป่าไม้งาม ปกคลุม ทั่วทั้งท้องถิ่น ธาร… น้ำไหลหลั่งริน เลาะแก่งหิน แลละลิ่ว ทิว ทุ่งเขียวขจี นั้นมี ฝูงโค มากมาย พวกเรา รักกัน ยึดมั่น ด้วยหัวใจ เพื่อ ดำรงไว้ ตลอดไป อ.ส.ค.
8. แดนโคนม (Daen Konom) – [SLOW ROCK]
โน่น… เขาสูง ท้องทุ่งกว้าง ไม่อ้างว้าง เหมือนที่ใด ทุ่งหญ้าเขียวขจี งามสดสิวิไล หมู่แมกไม้ใหญ่ แลไสว สุดตา…… นั่นธารน้ำ ไหลซ่านซ่า ล่องลงมา แสนไกล เสียงนกร้องเพลง กล่อมบรรเลงให้ สุขและซึ่งใจ ในแดนแห่งฝัน เห็นกลางทุ่ง โคฝูงพลุกพล่าน ดื่มเดินกัน ร้องประสาน ก้องไกล ที่แห่งนี้ เหมือนดังบ้าน สุขโศกศัลย์ ซึ้งในใจ ร่วมสุขทุกข์กัน สร้างความฝันให้ สมดังตั้งใจ ในแดนแสนงาม
9. อ.ส.ค. แดนใจ (O.S.K. Daen Chai)
ในแดนโคนม ถิ่นอุดม ดินดี พวก.. เรามี สิ่งที่ดี ให้กัน พวกเรา กังวล ห่วงใย กันและกัน พวกเรา แบ่งปัน สุขและทุกข์ ที่มี เรามี ตำนาน บอกเล่า ความเป็นไป เรามี น้ำใจ มีมิตรไมตรี เราไม่ ลืมเลย ในสิ่งทีเรา เคยมี เราภูมิใจที่ อยู่ในดง แดนใจ รับใช้ แผ่นดินพ่อ ให้ อ.ส.ค. ก้าวไกล เพื่อ อ.ส.ค. แดนใจ เย เย เย เย เย เย้ เย เย เย เย่ เย เย เย่ เย่ เย่ เย่ เย เย้ เย เย เย
10. อำลาแดนโคนม (Amla Daen Konom)
นับวัน ที่ผ่านพ้น เลยไป ถิ่นแดนใจ ของโคนม แผ่นดิน ถิ่นนี้ รื่นรมย์ แดนโคนม มากความหมาย น้ำใจ มอบให้ไว้ เป็นทุน อบอุ่น ซาบซึ้งใจ ทุ่งหญ้าป่าเขาเนาไพร เป็นเพื่อนใจ ปลอบขวัญ นานมา เห็นเดือน นั้นเคลื่อนคล้อย ลับลอยจากเวหา รอคอย วันหน้า อีกไม่ช้า คงคล้ายเดือน แล้ววัน ต้องจากลา พริบตา ก็มาเยือน จําใจ ลาร้าง ผองเพื่อน ย้ำเตือน ก่อนจากกัน นับวัน ที่ผ่าน – พ้น เลยไป ถิ่นแดนใจ คล้ายวันวาน ต้องจาก กันแล้ว ตามกาล ปิดตำนาน ที่ผ่านไป ฝากความหลัง ครั้งก่อนไว้ ฝากความหลัง ครั้งก่อนไว้
11. ตำนานชีวิต (Tamnan Chiwit)
สุดทาง..ที่ย่างเดินไป สุดท้าย..ต้องแยกทางกัน ขอลาก่อน ต้องไปตามทางที่มุ่งหวัง ลำพังคนเดียว เปลี่ยวแค่ไหน ไม่เคยหวั่น สักวันไม่นาน ต้องไปถึง ต้องดึงตัวเรา สู่จุดหมาย .. ที่เฝ้ารอ แค่เพียงอย่าท้อ เส้นทาง ที่ลำเค็ญ มันเป็นตำนานในชีวิต มันเป็นครรลองของชีวิต .. ทุกคนไป อย่ามัวแต่โหยหา เสียเวลา กับวันที่ล่วงไป ต้องตั้ง .. ความหวังใหม่ อยู่ที่ใจสุข – ทุกข์ อดทน ต้องสร้าง.. ความหวังใหม่ ไม่เดียวดาย อ้างว้างอับจน .. หนทางไป เส้นทาง .. ยังมีมากมาย เลือกทาง… ดังที่ตั้งใจ ก้าวเดิน.. ด้วยความมั่นใจ ทางใคร ก็ทางมัน

















